อาหารพื้นเมือง จังหวัดมุกดาหาร

                                  อาหารพื้นเมือง จังหวัดมุกดาหาร

อาหารการกินในจังหวัดมุกดาหารมีให้เลือกมากมาย ทั้งอาหารตามสั่ง อาหารจานเดียว สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบลิ้มรสอาหารท้องถิ่น ร้านอาหารในตัวเมือง ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และในตลาดสด มีอาหารพื้นเมืองหลายเมนูให้ลองชิม สำหรับสถานบันเทิงแนวไนต์ไลฟ์นั้น ในตัวเมืองมุกดาหารมีผับหลายแห่งเปิดให้บริการ รวมทั้งในโรงแรม รีสอร์ตส่วนใหญ่ ก็มีผับ บาร์ ที่น่าไปนั่งจิบเครื่องดื่ม พร้อมฟังดนตรีเพราะๆ ในยามค่ำคืน   และในวันนี้เราจะพาทุกๆท่านไปพบกับอาหารพื้นบ้านในจังหวัดมุกดาหารบ้านเรากันค่ะและอาหารอันดับแรกที่เราจะนำเสนอคือ

                                      ส้มต้ำไก่ย่าง

a167900dda
                                     ต้มยำไก่บ้าน

ไก่บ้าน               300            กรัม

ข่า                       10             กรัม

ใบมะกรูด              3              กรัม

ใบมะขามอ่อน       2              ถ้วยตวง

น้ำมะนาว              45             กรัม

น้ำเปล่า                  4             ถ้วยตรวง

หอมแดง                20             กรัม

ตะไคร้                    30             กรัม

น้ำปลา                    3              ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนูแห้ง           5             กรัม
วิธีทำ
1. ล้างไก่ให้สะอาด สับเป็นชิ้นพอคำ หั่นข่า ตระไคร้ ฉีกใบมะกรูด ทุบหอมแดง
2. ตั้งน้ำเพื่อลวกไก่ พอน้ำเดือดนำไก่ลงไปลวก ลวกพอให้สุกแล้วพักไว้
3. ต้มน้ำด้วยไฟปานกลาง ใส่ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูดลง หอมแดงไป ต้มจนเดือดจึงใส่ไก่ลวกที่พักไว้ลงไป
4. พอไก่สุกจนได้ที่ ให้ใส่ใบมะขามอ่อนลงไป

5. ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา จากนั้นปิดไฟ บีบน้ำมะนาว แล้วใส่พริกขี้หนูคั่วลงไปได้ตามใจชอบ

ที่มาhttp://mictblog.ku.ac.th/kamonwan/?cat=1225

อาหารพื้นเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด

                อาหารพื้นเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด

 

หมกไข่ปลาตอง จานเด็ดจากทุ่งกุลา

“ร้อยเอ็ด” ดินแดนแห่งทุ่งกุลาร้องไห้
ที่ทุกวันนี้กลายเป็นทุ่งข้าวหอมมะลิไปแล้ว

ในช่วงที่แร้นแค้นกันดาร ชาวร้อยเอ็ดผ่านพ้นมาได้เพราะความเป็นคนขยันขันแข็ง
ช่างคิดช่างดัดแปลง ใช้สิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ทำเป็นอาหาร ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

อย่างเช่น “หมกไข่ปลา” ที่ ชัยสิทธิ์ ธนสีลังกูร ข่าวสดร้อยเอ็ด เสนอเป็นจานเด็ด
เป็นอีกหนึ่งอาหารท้องถิ่นที่น่าสนใจ
ได้สูตรจากนางวรัญญา บุปผาอาจ แม่ค้าอาหารพื้นบ้าน ทำขายที่เพิงหน้าบ้าน
ริมถนนสายบ้านสามแยกโพธิ์ชัย-ห้าแยกกกโพธิ์ ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด

ไข่ปลาที่ว่า คือไข่ปลาตอง

เรียกปลาตองอาจจะไม่รู้จัก ความจริงแล้วคือปลากรายนั่นเอง

เริ่มกันที่เครื่องปรุง (ทำได้ครั้งละ 3-5 ห่อ)
มีเนื้อปลาตอง 3 ขีด ไข่ปลาตอง 3 ขีด
น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำกะทิ ไข่ไก่
ซีอิ๊วขาว น้ำปลา น้ำตาลทราย ผักกาดขาว
แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ ผักชี 1 ต้น
พริกสด 2 เม็ด ใบมะกรูด 3-4 ใบ

แล่เนื้อปลาเป็นชิ้น สับให้ละเอียด
ไข่ปลาล้างน้ำให้สะอาดพักไว้ให้แห้ง
คั้นกะทิเทมาก่อน 1 ถ้วย ใส่ในชามใส่น้ำพริกแกงเผ็ดลงไป
คนจนน้ำพริกละลายเข้ากัน
จากนั้นใส่ปลา ไข่ปลา และแป้งข้าวเจ้าลงไป
คนให้ส่วนผสมเข้ากันไปเรื่อยๆ จนข้น
ค่อยๆ เติมกะทิที่เหลือลงไปจนหมด

คนต่ออีกครั้งแล้วตอกไข่ใส่ลงไป
ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวหรือน้ำปลา น้ำตาลทราย


(ภาพจาก www.horapa.com)

มาถึงการหมก ได้ใบตองมาแล้ว
นำผักกาดขาวมาวางรองบนใบตอง
เทส่วนผสมทั้งหมดตามขนาดใบตองที่จัดไว้ทำห่อหมก
แต่งหน้าด้วยผักชี พริกขี้หนูใหญ่หั่นแฉลบ
ใบมะกรูดหั่นฝอย กลัดใบตองด้วยทางมะพร้าว

ขั้นตอนสุดท้าย ย่างบนไฟไม่แรงนัก พลิกไปมาจนสุก
ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จะได้หมกไข่ปลาตองกลิ่นหอมน่ากิน

กินกับข้าวเหนียวหรือข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาก็อร่อย

บางตำราแนะไข่ไก่ 1 ฟอง ผสมเข้ากันก่อนห่อหมก
จะได้ไข่ปลาทรงรูปและอร่อยขึ้น
หากไม่สะดวกในการย่างเตาถ่าน
ก็อาจนำไปนึ่งในน้ำเดือด ไฟแรง 10 -15 นาที ก็พอแก้ขัดได้

ที่มา http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=6945.0

 

 

อาหารพื้นเมืองจังหวัดสุโขทัย

“ข้าวเปิ๊ป”อาหารอร่อยเมืองสุโขทัย


“ข้าวเปิ๊ป” หรือ “ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง” ชื่อนี้อาจจะฟังแปลกสำหรับหลายคน แต่นี่คืออาหารประจำท้องถิ่นขึ้นชื่อจากบ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย โดยใช้แป้งข้าวเจ้าละเลงให้เป็นแผ่น บนผ้าขาวบางซึ่งขึงตึงบนปากหม้อดิน คล้ายกับการทำข้าวเกรียบปากหม้อ ตรงนี้ต้องใช้ความชำนาญพอควร จึงได้เนื้อแป้งที่มีความหนากำลังดี ไม่บางเกินไป

จากนั้น ใส่วุ้นเส้น ผักบุ้ง กระหล่ำปลีที่ทั้งสด และกรอบ ลงบนแป้ง แล้วปิดฝานึ่ง เมื่อสุกจึงพับแป้ง (ลักษณะพับไปมา สู่ที่มาของคำว่า เปิ๊ป) เพื่อห่อผัก ตักใส่ชามเติมหมูสับ กากหมู น้ำซุปต้มกระดูกหมูรสชาติหวานกลมกล่อม ส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย และโปะไข่ดาวนึ่ง 1 ฟอง โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว หอม ผักชี ทานร้อน ๆ ซดคล่องคอ ส่วนประกอบทุกอย่างทานเข้ากันลงตัว โดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม อร่อย และให้คุณค่าทางอาหารสูง เป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ด ที่หากไปเที่ยวสุโขทัย ไม่ควรพลาดลิ้มลอง.

ที่มาhttp://www.dailynews.co.th/citizen/12597

 

อาหารพื้นเมืองจังหวัดปัตตานี

สะเต๊ะ (ข้าวอัด)

ส่วนผสม
1. ข้าวเจ้า 6. น้ำตาล
2. มะพร้าว 7. เกลือ
3. ถั่วลิสงคั่ว 8. มะขามเปียก
4. เครื่องเทศ 9. หอม/กระเทียม
5. พริกแดงใหญ่ 10. (เนื้อสัน) หรือ เนื้อไก่

วิธีการปรุง
สะเต๊ะ (ข้าวอัด) เป็นอาหารพื้นเมืองปัตตานีที่ขึ้นชื่อ ถ้ามาปัตตานีต้องได้รับประทานสะเต๊ะ (ข้าวอัด) ถึงจะรู้ว่ารสชาติอร่อยและหาทานที่อื่นไม่ได้ สะเต๊ะ (ข้าวอัด) แบ่งการปรุงเป็นสามส่วน คือ
1. ส่วนของข้าว ในส่วนของการเตรียมข้าวมีวิธีการปรุงโดยการเอาข้าวสารเจ้าผสมกับน้ำต้มแบบต้มข้าวต้ม เมื่อเดือดให้กวนจนข้าวแตกค่อนข้างละเอียด และกวนจนข้าวสุกน้ำแห้ง จากนั้นนำไปห่อผ้าขาว (ใช้ผ้าขาวที่เตรียมไว้เฉพาะ) ตั้งทับเอาไว้จนเนื้อข้าวแห้งจัดกันเป็นก้อน
2. ส่วนของเนื้อ เลือกเนื้อสันสวย ๆ ล้างให้สะอาดและหั่นเป็นชิ้นเล็ก (ขนาดเสียบไม้เสียบลูกชิ้นได้) จากนั้นนำไปหมักกับซีอิ๋วขาว ตะไคร้ คลุกกับขมิ้นผงนิดหน่อย หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-5 ชั่วโมง แล้วนำไปเสียบย่างไฟ (ย่างไฟเมื่อจะรับประทาน)
3. ส่วนที่เป็นน้ำแกง ใช้น้ำกะทิผสมกับพริกแดง หอม กระเทียม ที่ตำละเอียด ตั้งบนเตาไฟเมื่อน้ำกะทิเดือด ให้เติมน้ำมะขามเปียก และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ พร้อมกับถั่วลิสงที่ตำพอละเอียด จากนั้นตั้งบนเตาเคี่ยวต่อไปจนแตกมัน จึงยกลงจากเตาไฟ
เมื่อรับประทาน เมื่อจะรับประทานให้นำส่วนของข้าวมาหั่นเป็นชิ้นพอคำ ใส่จานราดน้ำแกง รับประทานกับเนื้อย่างร้อน ๆ
สะเต๊ะ (ข้าวอัด) จะมีการขายอยู่ทั่วไปตามร้านขายอาหารของมุสลิม ในขณะที่ขายจะมีการย่างเนื้อไปตลอดเพื่อให้ได้เนื้อร้อน ๆ กลิ่นหอมน่ารับประทาน

ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=658280

 

อาหารพื้นเมืองสมุทรปราการ

อาหารพื้นเมืองสมุทรปราการ 
ปลาสลิดทอดกรอบ

วิธีทำ

นำปลาสลิดแห้งไปนึ่งประมาณ 15 นาทีแล้วนำออกมาทุบสันกลางแล้วแกะก้างตรงกลางออก
นำปลาสลิดที่แกะก้างออกแล้วไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจัดดูจนเหลืองตักขึ้นใส่ตะแกรงเพื่อน้ำมันสะเด็ด
นำปลาใส่จานพร้อมรับประทาน
 
——————————————————————————–

ต้มกะทิสายบัวปลาสลิด

เครื่องปรุง

1. ปลาสลิดแห้ง 4 – 5 ตัวล้างให้สะอาดตัดเป็นชิ้นตัวละ 2 – 3 ชิ้น
2. สายบัวปอกแล้วหักเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณท่อนละ 3 – 4 นิ้ว ประมาณ ½ กิโลกรัม
3. กะทิ 2 ถ้วย   น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ    เกลือ ½ ช้อนชา    น้ำตาลปีบ 1 ช้อนโต๊ะ   หอมแดงซอย 4 – 5 หัว

วิธีทำ

นำกะทิตั้งบนไฟอ่อนปานกลาง ต้มให้เดือด ใส่ปลาสลิดแห้ง สายบัวที่เตรียมไว้ ปิด  ฝาให้เดือดอีกครั้งหนึ่ง
ใส่มะขามเปียก น้ำตาล เกลือ ให้มีรสเปรี้ยว หวานนำ
ชิมรสตามใจชอบ ตักเสริฟ  ทานกับข้าวสวยร้อนๆ
——————————————————————————–
ข้าวห่อใบบัว

อำเภอบางพลีมีคลองและบ่อน้ำธรรมชาติที่เต็มไปด้วยดอกบัวอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นวิถีชีวิตของชาวบางพลีจึงผูกผันอยู่กับดอกบัว  ในการประกอบอาหารก็มีการนำใบบัวมาห่อข้าวเรียกว่าข้าวห่อใบบัวซึ่งทำให้อาหารมีกลิ่นหอมละมุน  ทั้งยังเป็นการประหยัดจานชาม  ชาวบ้านไม่ต้องเสียเงินทองซื้อ  นอกจากนั้นใบบัวยังมีสารคิวตินเคลือบบนใบบัวป้องกันการไหลซึมของน้ำได้เป็นอย่างดี  แสดงไห้เห็นถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้าวห่อใบบัวถือ เป็นอาหารจานโปรดของชาวบางพลี  เครื่องปรุงประกอบไปด้วย  ข้าวสวย  น้ำพริกมะขามสด น้ำมันพืช หมูสับ ปลาดุกฟู ไข่เข็ม น้ำตาล น้ำปลา เมล็ดบัวต้มสุข ใบเตย หน่อไม้และผักสดชนิดต่าง ๆ

วิธีทำ
ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อนตักน้ำพริกมะขามลงผัดให้หอม
นำหมูสับลงผัดพอสุข  ใส่ข้าวสวย  ใบเตยและเมล็ดบัวต้มสุข
ปรุงรสด้วยน้ำปลา  น้ำตาลตามชอบ
ตักข้าวผัดห่อลงในใบบัวแต่งด้วยไข่เข็มและปลาดุกฟู  รับประทานคู่กับหน่อไม้ลวกและผักสดชนิดต่าง ๆ
——————————————————————————–
ยำปลาสลิด

เครื่องปรุง

หอมแดงซอย  มะม่วงเปรี้ยวซอย  พริกขี้หนู  น้ำปลา  น้ำตาลปีบ  ใบสาระแหน่  และปลาสลิดทอด

วิธีทำ

นำปลาสลิดแห้งไปย่างไฟให้สุก  แล้วแกะเอาแต่เนื้อปลาจากนั้นนำเครื่องปรุงทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน  (ยกเว้นถั่วลิสงและใบสาระแหน่)  ชิมให้ได้รสเปรี้ยว  หวาน  เค็ม  แล้วนำเนื้อปลาลงคลุกให้เข้ากัน  โรยหน้าด้วยถั่วลิสงและใบสาระแหน่

 

——————————————————————————–
ชะครามยำ

ชะครามเป็นพืชล้มลุก  ใบเป็นฝอยคล้ายสนแผง  มักขึ้นบริเวณแถบชายฝั่งทะเล  ชะครามนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่างเช่น  แกงส้ม  ผัดน้ำมัน  และยำ เป็นต้น

เครื่องปรุง
กุ้งสด  หอยแมลงภู่  ใบชะคราม  มะนาว  น้ำปลา  น้ำตาล  หอมแดง  พริกขี้หนู  มะเขือเทศ  และผักชีใหญ่

วิธีทำ
ต้มใบชะครามในน้ำเดือดประมาณ  1  นาที  ลวกกุ้ง  หอย  พอสุกประมาณ  3  นาที  พักไว้ในชาม  เติมเครื่องปรุงต่าง  ๆ  แล้วผสมเข้าด้วยกันแล้วใส่ใบชะครามลงไป

 

——————————————————————————–
ปูทะเลหลน

เครื่องปรุง

เนื้อปูทะเล  หัวกะทิ  หอมแดงซอย  พริกชี้ฟ้า หั่นพริกขี้หนูสวน  ตะไคร้  ใบมะกรูด  น้ำตาลปี๊บ  น้ำตาลทราย  น้ำมะขามเปียก  น้ำมะนาว  เกลือ  ผักจิ้ม  (ขมิ้นขาว  แตงกวา  มะเขือยาว  มะเขือเสวย  ถั่วฝักยาว  กระหล่ำปลี  ผักกาดขาว  ต้นหอม  ผักชี)

วิธีทำ

เคี่ยวกะทิให้พอเดือด  แล้วใส่เนื้อปูทะเล  รอให้เดือด 5 นาที ปรุงด้วยตะไคร้  ใบมะกรูด  หอมแดง  พริกชี้ฟ้า  น้ำตาล  น้ำมะขามเปียก  น้ำมะนาว  เกลือป่นพอเดือดยกลงโรยหน้าด้วนกะทิ 1 ช้อนชาและพริกขี้หนุจัดเสริฟพร้อมผักต่างๆ

 

——————————————————————————–
ปูเค็มหลน

เครื่องปรุง

ปูเค็ม  กะทิ  หอมซอย  พริกชี้ฟ้าหั่น  น้ำตาลปี๊บ  แตงกวา  มะเขือเปราะ  ขมิ้นขาวและถั่วฝักยาว

วิธีทำ

ล้างปูเค็มแล้วฉีกเป็นสองซีก
เคี่ยวกะทิให้พอเดือด  แล้วใส่ปูเค็มกับเครื่องปรุงทั้งหมด
พอเดือดสักพักเติมน้ำปลา  น้ำตาลเล็กน้อย
จัดเสริฟพร้อมผักต่างๆ
——————————————————————————–
กุ้งเหยียด

เครื่องปรุงและอุปกรณ์ในการทำ

กุ้ง 1 กก. เกลือ 3 ช้อนโต๊ะ  น้ำสะอาด 1 ถ้วยตวง น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ เตา หม้อพร้อมฝาปิด เขียง

วิธีทำ

ล้างกุ้งให้สะอาด จับกุ้งเหยียดให้ตรงวางในหม้อ เติมเกลือ  น้ำตาล  น้ำ  ใช้เขียงทับบนตัวกุ้งในหม้อต้มจนน้ำแห้ง  แต่ระวังอย่าให้ไหม้ (เพิ่มเติม)

 
——————————————————————————–
รุ่ยเชื่อม

รุ่ยเป็นพืชที่มีลำต้นขนาดกลางถึงใหญ่มักอยู่ในป่าชายเลน  มีฝักเล็กและยาว  ชาวบ้านมักจะนำฝักของต้นรุ่ยมาใช้ทำขนมหวาน

เครื่องปรุง

ผักรุ่ย  1  กิโลกรัม  เกลือ  ½  ช้อนชาน้ำตาลมะพร้าว  1  กิโลกรัม

วิธีทำ

ล้างฝักรุ่ยให้สะอาดและขูดผิว  ต้มน้ำให้เดือดและใส่รุ่ยที่ขูดผิวแล้วลงต้มประมาณ  20  นาที  เติมน้ำตาล  เกลือลงไป  ต้มอีกประมาณ  15  นาที(อย่าต้มนานเพราะจะแข็งและไม่อร่อย)

 

——————————————————————————–
ขนมจาก

ขนมจากเป็นขนมหวานพื้นบ้าน  ทำจากแป้งข้าวเจ้า  เนื้อลูกจาก  น้ำตาล  มะพร้าวขูดและห่อด้วยใบจากนำไปย่างไฟให้สุก  บางครั้งอาจใช้กล้วย  ฟักทอง  มะพร้าวขูดและห่อด้วยใบจาก  นำไปย่างไฟให้สุก  บางครั้งอาจใช้กล้วย  ฟักทอง  แป้งข้าวเหนียวแทนลูกจากและแป้งข้าวเหนียวแทนแป้งข้าวเจ้าได้

วิธีทำ

ผสมแป้งข้าวเจ้า  น้ำตาลปี๊บ  ลูกจากและมะพร้าวขูดเข้าด้วยกันในกะละมัง  ห่อแป้งที่ผสมแล้วด้วยใบจาก  นำไปย่างจนสุก  มีกลิ่นหอม  คอยกลับด้านจนเหลือง  เมื่อขนมมีกลิ่นหอมก็รับประทานได้

 

——————————————————————————–
ลูกจากเชื่อม

ลูกจาก  มีลักษณะคล้ายกับเนื้อของลูกตาลมีสีขาวใส  รสชาติหอมหวาน  ซึ่งเราสามารถนำมาประกอบเป็นของหวาน  เราเรียกว่า  “ลูกจากเชื่อม”เราใช้ลูกจากที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป

วิธีทำ

นำน้ำและน้ำตาลตั้งไฟเคี่ยวให้เดือดจนกลายเป็นน้ำเชื่อม  ประมาณ  15  นาทีจนมีลักษณะเหนียวคล้ายยางมะตูม  นำลูกจากที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อน้ำเชื่อม  ต้มต่อประมาณ  3-5  นาที  แล้วยกลงปล่อยให้เย็นเสริฟ  โดยการเติมน้ำแข็งเพื่อทำให้รสชาติอร่อย

ที่มาhttp://www.paknam.com/thai/local-food.html

อาหารพื้นเมือง จังหวัดลำปาง

ลาบลำปาง
Image

                                        อาหารเหนือตัวจริง ต้อง “ลาบลำปาง”

 มารู้จักที่มาของลาบลำปางกันเถอะ

ลาบลำปาง เป็นอาหารพื้นเมืองของภาคเหนือที่นิยมกินกันมากที่สุดหรือ ถือว่าเป็นอาหารถิ่นของคนลำปางเลย ซึ่งลำปางก็นิยมรับประทานกัน คือ มีนำเนื้อหมู วัว ที่ดิบมาลาบแล้วใส่เครื่องปรุงรสที่มีรสเผ็ดจัด โดยลาบในภาคเหนือนั้นส่วนใหญ่จะเป็นลาบดิบ และมีผักต่างๆ ได้แก่ แตงกวา กระถิ่น ฯลฯ รับประทานควบคู่ไปด้วย อาหารชนิดนี้ส่วนใหญ่คนในภาคเหนือจะทำรับประทานกันในเมื่อมีงานใหญ่ๆ เช่น งานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ เพราะจะนำมาเลี้ยงแขกที่มาในงาน ส่วนความแตกต่างระหว่างลาบลำปางกับลาบเชียงใหม่คือ ลาบลำปางจะใส่มะแขว๋น แต่ลาบเชียงใหม่จะไม่ใส่มะแขว๋น

 สิ่งที่ต้องเตรียมในการทำนั้นคือ

เริ่มจากเตรียมเนื้อหมูดิบ วัวดิบ ที่สับเสร็จแล้ว จากนั้นก็เตรียม เครื่องใน เช่น ตับ ผ้าขี้ริ้ว เป็นต้น อีกทั้งยังเตรียมเลือดสด น้ำพริกลาบ ผัก เช่น แตงกวา กระถิ่น ฯลฯ

 ขั้นตอนการทำลาบ

อย่างแรกคือนำเนื้อหมูสด วัวสด มาสับในละเอียด โขลกเครื่องเทศรวมกัน ได้แก่ พริกแห้งคั่วไฟอ่อน เกลือ หอม ตะไคร้ มะแขว่น ข่า จากนั้นนำเครื่องในหมู วัว ไปต้มให้สุกพอดี แล้วหันเป็นชิ้นๆ พอสมควร แล้วนำเครื่องเทศ (น้ำพริกลาบ) และ เนื้อหมู หรือวัวสดที่สับเสร็จ มาคลุกเคล้า โดยใส่เลือดลงไปให้พอดี ไม่มากพอคลุกคลิก แล้วใส่เครื่องในที่หันเสร็จแล้วลงไป แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยชิมรสตามต้องการ เสร็จแล้วนำผักชีไปโรยหน้า ขั้นตอนสุดท้ายตักใส่ถ้วย และเตรียมผักใส่ในจาน

ที่มาhttp://foodlp.igetweb.com/index.php?mo=3&art=513148

 

อาหารพื้นเมือง จ.สตูล

อาหารพื้นเมือง จ.สตูล
ชุมชนคนท้องถิ่น I จันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2554

Image

 

สตูล มาจากภาษามลายูว่า “สโตย” แปลว่า ต้นกระท้อน เพราะบริเวณนี้มีกระท้อนขึ้นอยู่มาก

จ.สตูล ตั้งอยู่ตอนใต้สุดด้านตะวันตกของประเทศไทย ฝั่งทะเลอันดามันทางทิศใต้ติดต่อกับรัฐเคดะห์ ประเทศมาเลเซีย ทำให้มีวัฒนธรรมที่ผสมผสานจากตอนใต้ของดินแดนไทย มุสลิม และชาวจีน ที่เดินทางไปมาอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่อดีต

รวมถึงวัฒนธรรมอาหารที่ได้อิทธิพลจีนและมุสลิมมาเลเซียปะปนจนเป็นอาหารแบบสตูล เช่น

ชาชัก ของขึ้นชื่อของสตูล และเป็นจุดเริ่มต้นของชาชักแห่งแรกในไทย โดยคุณวรรณา ​แช่ตัน ​เจ้าของร้าน “ขอบคุณสตูล” คิดหา​เครื่องดื่มที่​เหมาะทานคู่กับ​โรตี ฝึกชงชาชักที่ได้ดูและชิมในมาเลเซีย มาพัฒนาสูตรใน​แบบของตน​เอง ชาชักสตูลนิยมทานคู่กับโรตีแกงแพะ แกงไก่ หรือแกงเนื้อ เพิ่มรสชาติในการดื่มชาชักให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น

ข้าวเหนียวอัดหรือเหนียวเขียว เป็นขนมพื้นเมืองของชาวจีนในสตูล โดยเฉพาะใน ต.ฉลุง และ ต.พิมาน อ.เมืองสตูล เป็นข้าวเหนียวผสมน้ำดอกอัญชัญนึ่งกับ กะทิ เกลือ และสารส้ม แล้วอัดข้าวเหนียวลงในลังไม้ให้แน่น จนได้ข้าวเหนียวอัดตามขนาดของลังไม้ นำมาหั่นหรือตัดเป็นชิ้นตามที่ต้องการ รับประทานกับสังขยา

แกงตอแมะห์ มาจากภาษามลายูว่า ตูมิห์ (TUMTH) หมายถึง การผัดเครื่องแกงคลุกเคล้าให้เข้ากับน้ำกะทิสดหรือน้ำมัน เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวมุสลิม ในมาเลเซีย และมาเป็นอาหารพื้นเมืองชาวสตูล รับประทานกับข้าวมัน หรือโรตี ทำจาก ปลา, กะทิ, มะขามเปียก, ขมิ้น, พริกแห้ง, หอมแดง, เครื่องเทศและสมุนไพรอีกหลายชนิด

ที่มา http://www.sujitwongthes.com/2011/08/kom29082554/