อาหารพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู

อาหารพื้นเมืองจังหวัดหนองบัวลำภู

คลิ๊กที่ภาพ        

         จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดลำดับที่ 75 ของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพมหานครตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 210 ประมาณ 608 กิโลเมตร เป็นจังหวัดเล็กสุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดอยู่ในโซนอีสานตอนบน วันนี้มีดีหลายอย่างหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของปลาส้ม
          ลักษณะการปรุงอาหารชาวจังหวัดหนองบัวลำภู จะมีลักษณะของการปรุงอาหารเพื่อรับประทานแบบง่าย ๆ เช่น คั่ว นึ่ง ปิ้ง ย่าง จี่ ลาบ ก้อย พล่า หลาม ต้ม ซุปอ่อม อุ เอาะ และหมก เน้นรสอาหารเผ็ด เค็ม เปรี้ยว ขม อาหารซึ่งขึ้นชื่อของจังหวัดหนองบัวลำภู คือ ส้มไข่ปลา และปลาส้ม 
         ปลาส้ม? เป็นวิธีการแปรรูปอาหารโดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งเป็นทั้งวิธีการเก็บถนอมอาหารไว้เพื่อการรับประทานแล้วยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของอาหารอีกด้วย นางใบแห้ง พรหมราช     ประธานกลุ่มแปรรูปบ้านท่าลาด ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง ได้ขยายความว่า กลุ่มแปรรูปปลาบ้านท่าลาด อยู่ในสังกัดสหกรณ์การเกษตรโนนสัง จำกัด ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มจำนวน 20 คนซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านมีสามีที่ประกอบ    อาชีพทำประมง โดยการออกเรือไปหาปลาในเขื่อนอุบลรัตน์ แต่รายได้ก็ยังไม่พอกับรายจ่าย จึงคิดที่    จะหาอาชีพเสริม ด้วยการรวมกลุ่มแม่บ้าน นำปลาที่สามีจับได้จากเขื่อนฯ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์  ต่าง ๆ ออกขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว อาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ได้รับการ  ถ่ายทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ  เพราะตั้งแต่จำความได้ก็ได้  เห็นคนรุ่นปู่ย่าตายาย นำปลาตะเพียนที่จับได้จากเขื่อนอุบล รัตน์ มาแปรรูปเป็น ?ปลาส้ม? แล้ว โดยทางกลุ่มได้มีการปรับปรุงดัดแปลงเพิ่มเติมจากสูตรและวิธีการของบรรพบุรุษ ด้วยการนำปลาสดมาล้าง ขอดเกล็ด ควักไส้ ควักเหงือก และทำความสะอาด 3-4 น้ำ จากนั้นก็นำเกลือ น้ำตาล กระเทียม ข้าวสุก มาคลุกเคล้า กลุ่มแม่บ้านแอบกระซิบว่าเคล็ดลับความอร่อยก็อยู่ตรงที่วิธีการคลุกเคล้านี่แหละ ที่จะทำให้ได้ปลาส้มที่มีรสชาติเข้มข้น และอร่อย
       เมื่อคลุกเคล้าจนได้ที่แล้วนำไปหมักในถุงพลาสติกใส่ปี๊บไว้ 3 วัน ก็ขายได้ ส่วนตลาดที่จำหน่ายนั้นจะมีพ่อค้าและชาวบ้านมาซื้อปลาส้มของทางกลุ่มถึงที่ เพื่อนำไปบริโภคและขายต่อ ยอดขายเฉลี่ยวันละ 300 กิโลกรัม ส่วนราคาขาย  ก็ถูก คือ ปลาตัวโต ขนาดประมาณ 3-4 ตัว/ กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 50 บาท ปลาตัวเล็กก็ขาย 3 กิโลกรัม/100 บาท ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายนอกจากปลาส้มที่เป็นปลาส้มแบบเป็นตัวแล้วก็ยังมี ปลาส้มแบบท่อน ปลาแดดเดียว หม่ำปลาและปลาย่างอีกด้วย แต่ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากที่สุดคือปลาส้มแบบเป็นตัว
        เมื่อเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเพราะความอร่อยและราคาไม่แพง ปลาตะเพียนที่เคยหาได้จากเขื่อนอุบลรัตน์จึงไม่เพียงพอกับการทำปลาส้ม ทำให้ต้องมีการรับซื้อวัตถุดิบจากชาวประมงรายอื่นด้วย ก็เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ที่เป็นความภูมิใจของสมาชิกกลุ่มแปรรูปปลาบ้านท่าลาด คือ ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้เข้าครัวเรือนประมาณเดือนละ 4,500-5,000 บาท ทำให้ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน ทุกวันสมาชิกจะมาทำงานร่วมกันตั้งแต่  8 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม แบ่งหน้าที่กันทำตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งทางกลุ่มจะมีการแบ่งปันกำไรที่ได้จากการขายสินค้ากันทุก ๆ 10 วัน ตามชั่วโมงการทำงานของแต่ละคน 
 
ที่มา  http://www.esanclick.com/newses.php?No=637

Advertisements

อาหารพื้นเมืองจังหวัดตราด

อาหารพื้นเมืองจังหวัดตราด


      หมูต้มชะมวง…อาหารที่ขึ้นชื่ออีกชนิดของจังหวัดตราดได้แก่ หมูต้มชะมวง เคยมีหลายท่านพูดว่า ถ้ามาเที่ยวเมืองตราดแล้วไม่ได้ลิ้มรสหมูต้มชะมวงเท่ากับมายังไม่ถึงจังหวัดตราดหมูต้มชะมวง เป็นอาหารที่มี 3 รส คือ เปรี้ยง เค็ม หวาน เป็นอาหารที่มีรสชาติแปลกไปจากอาหารภาคอื่นๆ ดังนั้นแขกที่มาเยือนแล้วได้ลิ้มลองต้องประทับใจทุกคน อาหารชนิดนี้เคยนำขึ้นโต๊ะเสวยสำหรับทุกพระองค์มาแล้ว สมเด็จพระเทพฯทรงโปรดมาก

เครื่องปรุง
         1.หมูคาเซา(เนื้อสะโพกหลัง)     8.น้ำปลาดี
         2.ใบชะมวง                             9.กะปิดี
         3.หัวหอม                               10.น้ำตาลทรายแดง
         4.หัวกระเทียม                        11.น้ำตาลขาว
         5.ข่าแก่                                 12.ซีอิ๋วขาว
         6.ตะไคร้                                13.ซีอิ๋วดำ
         7.พริกแห้ง                             14.น้ำสะอาด

      วิธีเตรียม
         1.ใบชะมวงใบกลางไม่อ่อนไม่แก่ไป ฉีกก้านกลางใบทิ้ง แล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ
         2.หมูคาเซา ล้างสะอาดถ้ามีขนถอนออกให้หมด พันเป็นชิ้นพองามติดหนังด้วย
         3.พริกแห้งผ่า 2 ซีก เอาเม็ดออกให้หมด ล้างพอนิ่ม บีบให้แห้ง โขลกให้ละเอียด
         4.ใส่หอม – กระเทียมเผา(แกะเฉพาะเนื้อใน) ข่า ตะไคร้รวมโขลกในครกพริกแห้งจนแหลก ใส่กะปิ โขลกจนเข้ากัน

 วิธีทำ
           1.นำหมูใส่กระทะ คนพอน้ำมันออกเล็กน้อย
           2.ใส่เครื่องปรุงที่พักใส่ถ้วยไว้ ผัดไฟกลางจนหอม 10 นาที
           3.ใส่ใบชะมวงผัดต่อไปอีก 10 นาทีจนใบชะมวงนิ่มมากๆ ตักใส่หม้อใส่เครื่องปรุงน้ำปลา น้ำตาลทรายแดง-ทรายขาว ซีอิ๋วขาว-ซีอิ๋วดำ น้ำต้มไฟกลางพอสุก ลดไฟลงเล็กน้อย เคี่ยวต่อไปอีก 1 ชั่วโมงจนหมูนุ่ม หนังนิ่ม ชิมดู 3 รสเท่ากัน

 ที่มา http://www.trat.go.th/food/index_foods.htm

          http://www.trat.go.th/food/pork.htm

 

 

อาหารพื้นเมืองจังหวัดนนทบุรี

อาหารพื้นเมืองจังหวัดนนทบุรี

                                                     ทอดมันหน่อกะลา

พืชสมุนไพร เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานานตั้งแต่ยุคโบราณ คนไทยสมัยโบราณใช้สมุนไพรในการประกอบอาหารเกือบทุกมื้อ รวมไปถึงการใช้สมุนไพรในการช่วยป้องกันรักษาโรค ทำให้สมัยก่อนผู้คนมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีอายุยืนกว่าคนไทยในปัจจุบันมากพอสมควร

 สมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ถือได้ว่า เป็นมุนไพรเพื่อสุขภาพ แถมคนในท้องถิ่นยังสามารถเอามาประยุกต์ให้เมนูเด็ดที่ใครๆก็ต่างพากันต้องลองเมื่อมายัง “เกาะเกร็ด” นนทบุรี

ที่มาhttp://moohin.com/trips/nonthaburi/norkalafried/

 

 

อาหารพื้นเมืองจังหวัดกระบี่

อาหารพื้นเมืองจังหวัดกระบี่

external image rrpic-20081021100546.jpg

หอยชักตีน ถือเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัดกระบี่ โดยการนำหอยไปลวกในน้ำเดือด เพื่อให้ส่วนที่คล้ายเท้าของหอยโผล่ออกมา จิ้มกับน้ำจิ้มรสแซบ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักชิมเป็นอย่างยิ่ง หารับประทานได้ตามร้านอาหารในจังหวัด

ผลิตภัณฑ์อาหารจากทะเล จังหวัดกระบี่ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารจากทะเล ได้แก่ กะปิ ที่ทำจากกุ้งเคย มีรสชาติดี กลิ่นหอม กุ้งเสียบ ที่นำไปทำเป็น น้ำพริกกุ้งเสียบ และต้มยำทำแกงได้สารพัด ปลาฉิ้งฉาง ที่มีให้เลือกทั้งแบบตากแห้ง และแบบปรุงรสหวาน สำหรับไว้ทานเล่น นอกจากนี้ยังมีแกงไตปลา น้ำพริกสำเร็จรูป อาหารทะเลแห้ง อาหารทะเลปรุงรส และของฝากอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกซื้อ

ที่มาhttp://krabi2009.wikispaces.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87

อาหารพื้นเมืองจังหวัดยะลา

อาหารพื้นเมืองจังหวัดยะลา 

โอ่ต้าว

            เป็นอาหารว่างยามบ่ายหรือยามดึกยอดนิยมอีกอย่างของคนภูเก็ต  คล้ายขนมแป้งผัดของสงขลา  หรือหอยทอดภาคกลาง  แต่ไม่ใส่ถั่วงอกบางคนเรียกว่า  “หอยทอดฮกเกี้ยน”  ใช้หอยดิบ  หรือ  หอยนางรมตัวเล็ก  และเผือกนึ่งหั่นเป็นชิ้นลูกเต๋า  เป็นเครื่องปรุงหลัก  ทอดกับแป้ง  ไข่  และกุ้งแห้ง  โรยหน้าด้วยกากหมูกินกับถั่วงอก  กุยช่าย  หรือต้นหอม  ลักษณะเมื่อทอดเสร็จแล้วเนื้อแป้งจะนุ่ม  เหนียวกว่าหอยทอดทางภาคกลางที่แป้งมักจะกรอบ  ในอดีตนิยมใช้โอ่ด้าวเลี้ยงแขกในวันเคลื่อนย้ายศพไปฝังหรือเผา  เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลานและผู้ไปร่วมงาน  ปัจจุบันโอ่ด้าวถือเป็นเมนูอร่อยที่นักท่องเที่ยวมักถามหา  ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไปในเมืองภูเก็ตโดยเฉพาะแถวตลาดเกษตร
 
                
                            โลบะ


            จุดมุมถนนตรงสี่แยกถนนเยาวราชตัดถนนตะกั่วป่า  จังหวัดภูเก็ต  จะมีใครบ้างรู้ว่าภายในบริเวณโรงเรียนหลังคาสังกะสีจะซ่อนของหรอย ๆ  ไว้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นหมี่ฮกเกี้ยนหรือหมี่สั่วผัด  หมูสะเต๊ะและอาหารตามสั่ง  ภายในบริเวณนั้นยังมีของอร่อยที่กำลังจะหาชิมได้ยากอีกหนึ่งรายการ  นั่นคือ  “โลบะ”
                โลบะ  แท้จริงแล้วก็คือ  เครื่องในและหูหมูพะโล้ที่นำมาทอด  วิธีการกินจะนำไปจิ้มกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ  ของแต่ละร้าน  ส่วนใหญ่น้ำจิ้มจะปรุงรสด้วยน้ำส้มขาม  (น้ำมะขามเปียก)  เกลือ  และน้ำตาล  โลบะ  และน้ำตาล  โลบะ  นับวันจะหาชิมยากมีขายอยู่ไม่กี่แห่งนอกจากที่นี่แล้ว  ก็ยังพอจะหากินได้แถว ๆ  ทางไปสะพานหิน  ซึ่งก็มีความอร่อยไม่แพ้กัน  สำหรับร้านไหนจะอร่อยกว่ากันก็ต้องฝากให้ไปพิสูจน์กันเอาเอง
                ชาวภูเก็ตฝากบอกว่าโลบะ  คืออีกหนึ่งของกินที่ผู้มาเยือนไม่ควรพลาด

 แป้งแดง

      
                เป็นอาหารพื้นบ้านของคนบ่อยาง  (อำเภอเมืองสงขลา)  ทำจากการหมักเนื้อปลาหรือเนื้อหมู  แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมคือ  แป้งแดงปลาเมื่อหมักเสร็จแล้วจะมีลักษณะเป็นสีแดงอมชมพู  จึงเรียกแป้งแดง  การปรุงแป้งแดงปรุงได้หลายวิธี  อาทิ  เอาไปห่อใบกล้วยหมกไฟทอดกับไข่ก็ได้  นำไปหลนปรุงรสให้หรอย  หรือเอาไปนึ่งกับไข่โรยหน้าด้วยหอมแดงซอย  ดีปลีสด  (พริกสด)  กลิ่นจะหอมหวนยวนใจ  คลุกข้าวร้อน ๆ  มีผักเหนาะ  เช่น  ลูกแตง  (แตงกวา)  ลูกตอ  (สะตอ)  ลูกเขือ  ลูกถั่ว  (ถั่วฝักยาว)
                สาว่า  (สงสัย)  ข้าวหม้อหนึ่งไม่พอเสียแล้ว 

นาซิดาแฆ

            ยามเช้าของ  3  จังหวัดชายแดนใต้สุด  ปัตตานี  ยะลา  และนราธิวาส  สิ่งหนึ่งที่ผู้มาเยือนไม่ควรพลาดที่จะแสวงหาเอามาชิม  คือ  “นาซิดาแฆ”  สุดยอดอาหารเช้าและอาหารพื้นบ้านของพี่น้องชาวไทยมุสลิม  ที่สามารถเรียกความสนใจจากนักชิมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติศาสนาใด  ไทยพุทธ  ไทยจีน  หรือคนต่างชาติที่มาเยือน
                นาซิดาแฆ  เป็นอาหารคาวชนิดหนึ่งของชาวไทยมุสลิม  ซึ่งมีลักษณะคล้ายข้าวมันไทย  ส่วนประกอบได้แก่  ข้าวเจ้ากับข้าวเหนียวนำมามูลกับกะทิ  ใส่เม็ดฮาลือบอ  (เครื่องเทศเม็ดเล็ก ๆ  สีอ่อน)  นำมานึ่ง  เมื่อตักใส่จานโรยหน้าด้วยมะพร้าวข้าวเหนียวคั่ว  ทำให้รู้สึกเนือย  (หิว)  ขึ้นมาทันที  ยิ่งเมื่อได้เห็นแกงในสำรับที่มีให้เลือกทั้งแกงปลาชิ้นใหญ่  แกงไก่  หรือแกงเนื้อ  เพียงเท่านี้ก็ยากที่จะอดใจอยู่แล้ว
                 การกิน  “นาซิดาแฆ”  ที่จังหวัดปัตตานีเท่าที่สังเกตจะนิยมกินกับแกงปลาส่วนที่จังหวัดยะลา  และนาธิวาส  นิยมที่จะกินกับแกงไก่  โดยจะเป็นแกงกะทิที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศกลิ่นหอม  ปรุงรสให้ออกเค็มนำหน้า  เสิร์ฟพร้อมไข่ต้มผ่าซีกและผักสด  เช่น  แตงกวา  บอกได้เลยว่านี่คือ  อีกหนึ่งมื้อที่จะประทับใจไม่รู้ลืม
 
 
ก๋วยเตี๋ยวโรงงิ้ว

  
            ณ  โรงงิ้วของศาลเจ้าติดถนนนางงาม  อำเภอเมืองสงขลาทุกวันตั้งแต่สาย ๆ  เป็นต้นไป  เราจะเห็นผู้คนทยอยมุดเข้า  มุดออกใต้ถุนโรงงิ้ว  เข้าเข้าไปทำอะไรกัน  หลายคนที่สงสัยก็จะแวะไปก้มดูบางคนหยุดชั่งใจอยู่นิดหนึ่งแล้วก็มุดตามเข้าไป
                ใต้ถุนโรงงิ้วแห่งนั้นเราจะเห็นหญิงชรา  พร้อมอุปกรณ์และเครื่องก๋วยเตี๋ยวจัดวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ
                ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเอ็นหมูคือสินค้าที่หญิงชราเตรียมไว้บริการลูกค้า  และหากต้องการแบบพิเศษก็จะมีตีนไก๋ตุ๋นจนเปื่อยเพิ่มให้อีก  2-3  ชิ้น  ถ้าถามถึงความเก่าของร้านก๋วยเกี๋ยวแห่งนี้ก็อาจจะเปรียบเทียบดูได้จากสภาพความเก่าแก่ของโรงงิ้ว  และริ้วรอยที่ผิวหนังและใบหน้าของคุณยาย  ซึ่งก็ขายมาตั้งแต่โรงงิ้วเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ  และยังเป็นสาวอยู่
                ความอร่อยคงต้องการการันตีกันที่ความเก่าแก่ของร้านกับปริมาณคนที่มุดเข้า  มุดออก  และอยากจะขอบอกว่า  อย่ากินให้อิ่มมากเพราะจะลำบากตอนมุดออก  ถ้าไปไม่ถูกและอยากจะแวะไปชิมถามคนที่สงขลาว่าก๋วยเตี๋ยวโรงงิ้วอยู่ที่ไหน  ท่านก็จะได้คำตอบทันที 
 
 
หมูฮ้อง

                เป็นเรื่องของหมูล้วน ๆ  ใครที่ถูกโรคกับหมู  (นิยมชมชอบของหมู ๆ)  ไม่สมควรพลาดเมนูนี้โดยเด็ดขาด  เพราะเป็นอาหารที่ถูกปากถูกคอคนรักหมูปรุงโดยเอาหมูเนื้อแดง  หรือหมูติดมันต้มจนเปื่อยได้ที่  ปรุงรสโดยน้ำผึ้งแว่น  น้ำปลา  และใส่ซีอิ๊วดำให้มีสีสันดูน่ากินยิ่งขึ้น  มีรสชาติหวาน  เค็ม  และมีกลิ่นหอมของกระเทียม  หอมแดงรวมทั้งเครื่องเทศอื่น  เช่น  โป๊ยกั๊ก  กินกับข้าวสวยร้อน ๆ  คู่กับอาหารรสจัด  เช่น  แกงส้ม  หรือบูดู  แถมด้วยปลาแห้ง  พร้อมผักเหนาะส่าว่าหรอยเหลือเหตุ  (คาดว่าอร่อยมาก)  หมูฮ้องอุ่นไว้กินได้หลายวัน  และยิ่งหลายวันยิ่งมีรสชาติดีขึ้น  สามารถหากินได้ที่ร้านครัวสะป่าในตัวเมืองภูเก็ต
                สำหรับที่จังหวัดสงขลาการปรุงหมูในลักษณะนี้จะเรียกว่า  “หมูค่อง”  เครื่องปรุงมีความแตกต่างกันเล็กน้อย  จะใช้หัวหอมและกระเทียมตำคลุกกับหมูหมักไว้  ก่อนจะนำไปต้มจนเหลือน้ำขลุกขลิก  ส่วนจังหวัดตรังจะแตกต่างกันที่ใส่เผือกลงไปต้มด้วย  และเรียกว่า  “โกยุบ”
 
 ที่มาhttp://download.clib.psu.ac.th/datawebclib/exhonline/southfood/page3.html

อาหารพื้นเมืองจังหวัดรปทุมธานี

อาหารพื้นเมืองจังหวัดปทุมธานี

แกงมอญ ราชบุรี

แกงใบมะรุมอ่อนกับถั่วเขียว (ฟะตะนะฮ์ฮฺนายเดิงบ๊อดกาแมะบัว)

เครื่องปรุง : ใบมะรุมอ่อน ถั่วเขียวผ่าซีก กระชาย ๕ ราก หอมแดง ๔-๕ หัว ปลาย่าง กะปิ น้ำปลา
วิธีทำ : คั่วถั่วเขียวให้เหลืองจนมีกลิ่นหอม บดให้แตก ฝัดเอาเปลือกออกให้เกลี้ยง ปอกเปลือกมะละกอออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาด ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ เช่นเดียวกับแกงส้ม แล้วทำดังนี้
๑. ตำกระชายและหอมแดงให้ละเอียด
๒. โขลกเนื้อปลาย่างและกะปิรวมกับข้อ ๑
๓. ละลายน้ำแกงกับน้ำ
๔. ใส่ถั่วเขียวลงในน้ำแกง
๕. ต้มถั่วเขียวให้เปื่อย ใส่มะละกอ
๖. ใส่ใบมะรุมอ่อน ปรุงรสตามต้องการ

แกงพุทรากับผักบุ้ง (ฟะอะโต่กาเหนิ่งหวุ่น)

เครื่องปรุง : พริกแห้ง ๕ เม็ด ฉีกแช่น้ำ กระชาย ๕ ราก ตะไคร้ ผิวมะกรูดเล็กน้อย หอมแดง ๔-๕ หัวกะปิ ปลาย่าง น้ำปลา
วิธีทำ : ทำตามขั้นตอนดังนี้
๑. คั้นพริกแห้งแช่น้ำ โขลกกับตะไคร้และผิวมะกรูดให้ละเอียด
๒. โขลกกระชาย หอมแดงรวมกับเครื่องปรุงในข้อ ๑
๓. ใส่กะปิ เนื้อปลาย่าง โขลกให้เข้ากัน
๔. ละลายเครื่องแกง ตั้งไฟ ใส่ผักบุ้งที่หั่นไว้ ต้มให้เดือด
๕. โขลกพุทราให้แตก ใส่ลงไป เติมน้ำปลา น้ำตาล ปรุงรสตามต้องการ บางสูตร ตำใส่ข้างเบือ (ข้าวสารแช่น้ำ) ลงในเครื่องปรุง ทำให้น้ำแกงข้น

แกงบอน (ฟะกราว)


เครื่องปรุง : พริกแห้ง ๘-๑๐ เม็ด ข่า ๔-๕ ชิ้นบาง ๆ ผิวมะกรูดครึ่งช้อนโต๊ะ ตะไคร้ ๑-๒ ต้น หอมแดง ๔-๕ หัว กระเทียม ๒ หัว พริกไทย ๑๕-๒๐ เม็ด หัวกระชาย ๑ หัว รากกระชาย ๕-๗ ราก ใบมะกรูด น้ำตาล น้ำปลา มะขามเปียก
วิธีทำ : ทำตามขั้นตอนดังนี้
๑. ตำพริกแห้งที่ฉีกแช่น้ำพร้อมกับข่า ผิวมะกรูด ตะไคร้และพริกไทยให้ละเอียด
๒. โขลกหัวกระชาย รากกระชาย หอมแดงและกระเทียมเข้ากับเครื่องปรุงข้อที่ ๑
๓. ละลายเครื่องแกง ตั้งไฟเดือด ใส่บอนที่ลอกเปลือกออกหั่นเป็นท่อน ๆ ต้มให้เดือด บอนจะยุบลงมาก
๔. ต้มให้แกงเดือดพล่าน ใส่ปลา ปล่อยให้เดือด
๕. ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล ปรุงรสตามต้องการ
๖. โรยใบมะกรูดฉีกเป็นชิ้น ๆ คนให้เข้ากันแล้วยกลง

แกงกล้วยดิบกับใบมะขามอ่อน (ฟะปราดกาอะนะฮ์แมงโกล่น)
เครื่องปรุง : พริกแห้งฉีกแช่น้ำ ๒-๓ เม็ด กระชาย ๕ ราก หอมแดง ๔-๕ หัว กะปิ น้ำปลา
วิธีทำ : ทำตามขึ้นตอนดังนี้
๑. ตำพริกให้ละเอียด
๒. โขลกกระชาย หอมแดงและกะปิ ให้เข้ากับเครื่องปรุงในข้อ ๑
๓. โขลกเนื้อปลาย่าง ละลายน้ำแกง
๔. ใสกล้วยดิบที่สับไว้เป็นชิ้นยาว เล็ก ๆ หั่นบาง ๆ ตั้งไฟให้เดือด
๕. สับใบมะขามอ่อนใส่ลงไป คนให้ทั่ว รอให้เดือด ใส่น้ำปลายปรุงรสตามต้องการ

แกงผักรวม (ฟะคะเนกู่)

เครื่องปรุง : พริกแห้งฉีกแช่น้ำ ๒-๓ เม็ด กระชาย ๕ ราก หอมแดง ๔-๕ หัว ตะไคร้ ๒ ต้น ผิวมะกรูดเล็กน้อย กะปิ น้ำปลา
วิธีทำ : ทำตามขึ้นตอนดังนี้
1. ตำพริก ตะไคร้ ผิวมะกรูดให้ละเอียด
2. โขลกกระชาย หอมแดง กะปิและเนื้อปลาย่างให้เข้ากับเครื่องปรุงในข้อ ๑
3. ละลายน้ำแกง ใส่ผักรวมและใบกระเจี๊ยบแดงอ่อน ตั้งไฟให้เดือด ใส่น้ำปลา ปรุงรสตามต้องการ

แกงลูกมะสั้น (ฟะอะล้อด)
เครื่องปรุง : พริกแห้ง ๕ เม็ด ฉีกแช่น้ำ กระชาย ๕ ราก หอมแดง ๔-๕ หัว ผิวมะกรูดเล็กน้อย ตะไคร้เล็กน้อย กะปิ และน้ำปลา

วิธีทำ : ทำตามขึ้นตอนดังนี้
๑. คั้นพริกแห้งแช่น้ำ ตำพร้อมกับผิวมะกรูดและตะไคร้ให้ละเอียด
๒. โขลกตะไคร้ หอมแดง กระชายและกะปิเข้ากับเครื่องปรุงในข้อ ๑
๓. ละลายเครื่องแกงใส่น้ำพอสมควร ใส่ลูกสั้นที่โขลกหรือสับให้ละเอียด
๔. ตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาสดหรือปลาย่างตามต้องการ
๕. ลูกสั้นมีรสเปรี้ยว ปรุงรสด้วยน้ำปลา หากรสเปรี้ยวไม่พอ เติมน้ำมะขามตามใจชอบ

แกงผักรวม (ฟะคะเนกู่)

เครื่องปรุง : พริกแห้งฉีกแช่น้ำ ๒-๓ เม็ด กระชาย ๕ ราก หอมแดง ๔-๕ หัว ตะไคร้ ๒ ต้น ผิวมะกรูดเล็กน้อย กะปิ น้ำปลา
วิธีทำ : ทำตามขึ้นตอนดังนี้
1. ตำพริก ตะไคร้ ผิวมะกรูดให้ละเอียด
2. โขลกกระชาย หอมแดง กะปิและเนื้อปลาย่างให้เข้ากับเครื่องปรุงในข้อ ๑
3. ละลายน้ำแกง ใส่ผักรวมและใบกระเจี๊ยบแดงอ่อน ตั้งไฟให้เดือด ใส่น้ำปลา ปรุงรสตามต้องการ

แกงลูกมะสั้น (ฟะอะล้อด)
เครื่องปรุง : พริกแห้ง ๕ เม็ด ฉีกแช่น้ำ กระชาย ๕ ราก หอมแดง ๔-๕ หัว ผิวมะกรูดเล็กน้อย ตะไคร้เล็กน้อย กะปิ และน้ำปลา

วิธีทำ : ทำตามขึ้นตอนดังนี้
๑. คั้นพริกแห้งแช่น้ำ ตำพร้อมกับผิวมะกรูดและตะไคร้ให้ละเอียด
๒. โขลกตะไคร้ หอมแดง กระชายและกะปิเข้ากับเครื่องปรุงในข้อ ๑
๓. ละลายเครื่องแกงใส่น้ำพอสมควร ใส่ลูกสั้นที่โขลกหรือสับให้ละเอียด
๔. ตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาสดหรือปลาย่างตามต้องการ
๕. ลูกสั้นมีรสเปรี้ยว ปรุงรสด้วยน้ำปลา หากรสเปรี้ยวไม่พอ เติมน้ำมะขามตามใจชอบ

แกงมะตาด (ฟะฮะเปร๊า)

 

เครื่องปรุง : พริกแห้ง ๕ เม็ด ฉีกแช่น้ำ กระชาย ๕ ราก หอมแดง ๔-๕ หัว ผิวมะกรูดเล็กน้อย ตะไคร้เล็กน้อย กะปิ น้ำปลา

วิธีทำ : ทำตามขึ้นตอนดังนี้
๑. คั้นพริกแห้งแช่น้ำ ตำพร้อมกับผิวมะกรูดและตะไคร้ให้ละเอียด
๒. โขลกตะไคร้ หอมแดง กระชายและกะเข้ากับเครื่องปรุงในข้อ ๑
๓. ละลายเครื่องแกงใส่น้ำพอสมควร ใส่มะตาดที่สับแล้วหั่นตามทางยาวเป็นชิ้นเล็ก ๆ
๔. ตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาสดหรือปลาย่างตามต้องการ ถ้าหากต้องการน้ำแกงข้น แบ่งเนื้อปลาโขลกกับเครื่องแกง
๕. มะตาดมีรสเปรี้ยว ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล หากรสเปรี้ยวไม่พอ เติมน้ำมะขามตามใจชอบ

ที่มา http://www.openbase.in.th/node/10060

อาหารพื้นเมืองจังหวัดเลย

        การรับประทานข้าวเหนียว สามารถรับประทานกับอาหารได้ทุกชนิด แต่ข้าวเหนียวจะมีรสอร่อยถ้ารับประทานกับอาหารพื้นบ้านไทเลย  อาหารของแต่ละจังหวัดจะมีลักษณะการปรุงและรสชาติใกล้เคียงกัน เช่น แกงอ่อม ลาบ ก้อย แจ่ว ผักนึ่ง ลาบไก่ ยำหน่อไม้ เป็นต้น   อาหารดังกล่าวเป็นอาหารพื้นบ้านเลย แต่จังหวัดเลยจะมีอาหารที่จังหวัดอื่นไม่มี เช่น เมี่ยงทูล ลาบหวาย แจ่วอด (น้ำพริกจากใบบอน) อาหารเหล่านี้บางอย่างมีรสเปรี้ยวนิด ๆ
การปรุงรสอาหารของชาวเลยส่วนใหญ่จะมีรสอ่อน หรือรสเผ็ด เค็ม เปรี้ยว แต่ไม่หวานมากไม่นิยมใส่น้ำตาล ความหวานส่วนใหญ่จะได้มาจากส่วนผสมที่นำมาประกอบอาหาร เช่น ความหวานจากผัก ปลาต่าง ๆ เป็นต้น
การปรุงอาหารมีหลายวิธี เช่น การแกง การส้า การยำ การแจ่ว การหลาม การปิ้ง การป่าม การคั่ว หรือผัด เป็นต้น ทั้งนี้จะปรุงอาหารทุกอย่างจะปรุงให้สุกมาก ๆ
 อาหารพื้นเมืองที่ปรากฏในวิถีชีวิตของชาวเลย มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ใช้รับประทานกับข้าวเหนียว อาหารส่วนมากจะเป็นพืชผักพื้นบ้าน เช่น ผักหวาน ผักหม (ผักขม) เห็ดลม เห็ดโคน เห็ดหน้าไคร ขนุน มะรุม มะข้าว หน่อไม้ ผักชะอม ผักปั๋ง ผักตำลึง เป็นต้น พืชผักพื้นบ้านดังกล่าวจะมีตามฤดูกาลทำให้มีอาหารรับประมาณตลอดปี  อาหารแต่ละชนิดมีวิธีปรุงที่แตกต่างกัน อาหารที่ชาวเลยนิยมรับประทาน  มีดังนี้

วิธีการนำสัตว์มาประกอบอาหาร มีดังนี้

   – แกง    หมายถึง   การต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่เครื่องที่ประกอบด้วยพริก หอมโขลก เกลือป่น ลงไปจนกระทั่งมีกลิ่นหอมจึงใส่สัตว์ที่ล้างสะอาดและใส่น้ำปลาหรือน้ำปลาร้า จากนั้นใส่มะขามอ่อนหรือหน่อไม้ ก่อนจะยกลงใส่ใบ แมงลัก สัตว์ที่แกง   ด้วยวิธีนี้ คือ หอยโข่ง กุ้ง และแมลงส่วนปูนาและหอยขมมีวิธีการที่แตกต่างไป
   – ต้ม     หมายถึง   การนำสัตว์ที่ล้างสะอาดใส่ลงไปในน้ำเดือดจนสัตว์นั้นสุก ใช้ได้กับพวกหอย
   – ยำ     หมายถึง   การนำสัตว์มาล้างให้สะอาด (บางชนิดนำสัตว์มาลวกก่อนยำแต่บางชนิดใช้สัตว์สด ๆ มายำ) หั่นหอม พริกสด มะนาว น้ำปลา น้ำตาล ผักชี ข้าวคั่ว ผสมกันสัตว์ที่นำมายำ ได้แก่ ปูนา กุ้ง หอยจูบ หอยโข่งหอยกาบ จั๊กจั่น เป็นต้น
   – ทอด  หมายถึง   การนำสัตว์มาทอดในน้ำมันเพื่อให้กรอบ หรือนำสัตว์มาชุบแป้ง ชุบไข่ก่อนแล้วจึงนำไปทอดใช้ได้กับ
กุ้ง ปู แมลงและตัวอ่อนของแมลง สำหรับไข่มดแดงตัวอ่อนของมดแดง ต่อ มักจะนำมาใส่ไข่ทอดแบบ
 ไข่เจียวหมูสับ  นอกจากนี้แมลงที่มีขนาดใหญ่ เช่น จิโป่ม เมื่อเด็ดปีกและดึงไส้ออกแล้วใช้เนื้อหมู หรือเนื้อไก่สับละเอียด ใส่กระเทียม พริกไทย น้ำปลา ผัดให้เข้ากัน นำไปใส่ส่วนท้องของแมลง นั้นจึงนำไปทอดให้สุก
–  อ่อม  เหมือนกับแกงแต่จะเคี่ยวจนน้ำงวด สัตว์ที่ใช้อ่อม คือ หอยฝาเดียว
– ก้อย  หมายถึง    การเอาส่วนเนื้อของสัตว์มาคลุกกับน้ำมะนาว มะม่วงดิบที่ซอยละเอียด หรือตัวมดแดง ใส่ข้าวคั่ว พริก
 ป่น มะเขืออ่อนเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำปลาหรือน้ำปลาร้า โรยหน้าด้วยหัวหอมซอย สัตว์ที่ทำก้อยได้แก่ กุ้ง หอมขม ส่วนเท้าของหอยโข่ง หอยกาบคู่ แมลงบางชนิด เช่น จั๊กจั่น แมลงกินูน และไข่ มดแดง
   –  ลาบ  หมายถึง   การเอาส่วนเนื้อของสัตว์มาสับให้ละเอียด ใช้เครื่องเหมือนการยำแต่ใส่สะระแหน่ลงไปด้วย สัตว์ที่ใช้ทำลาบ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อไก่ เป็นต้น
   – หมก  หมายถึง    การนำสัตว์มาเคล้ากับเครื่องซึ่งประกอบด้วย พริก หอม ตะไคร้ ที่โขลกละเอียด ใบแมงลัก น้ำปลา หรือน้ำปลาร้า เคล้าให้เข้ากันแล้วใส่ใบตองนำไปย่างจนมีกลิ่นหอม หรือนึ่งในหวดหรือรังถึง สัตว์ที่ใช้หมก ได้แก่ กุ้ง ปู ปลา แมลงบางชนิด เช่น แมลงอีด แมลงข้าวสาร มดแดงทั้งตัวเต็มวัย ตัวอ่อน และไข่มดแดง
   – แจ่ว   หมายถึง   การนำสัตว์ที่ล้างสะอาดแล้วมาโขลกกับพริกสดหรือพริกแห้ง ให้ละเอียดใส่กระเทียม น้ำปลา มะนาว สัตว์ที่ใช้ทำแจ่ว ได้แก่ แมงดานา กุ้ง ปลา เป็นต้น
   – จ่อม  หมายถึง   การนำสัตว์ที่ล้างสะอาดแล้วเคล้ากับเกลือ ใส่กระเทียม ข้าวคั่วป่น บรรจุลงในไหหรือขวดโหลปิดฝา
 ทิ้งไว้ประมาณ ๑๐ – ๑๕ วัน จะมีกลิ่นหอมและมีรสเปรี้ยว สัตว์ที่นำมาจ่อมได้แก่ กุ้ง และแมลงที่  อาศัยอยู่ในน้ำซึ่งได้มาพร้อม ๆ กับการจับกุ้ง คือ แมลงงำ
   – ป่น   หมายถึง    การเอาส่วนเนื้อของสัตว์ พริกเผา หอมเผา และกระเทียมเผา ตำให้เข้ากัน สัตว์ที่ใช้ป่นได้แก่ กุ้งและแมลงบางชนิด เช่น จั๊กจั่น จิโป่ม ตั๊กแตน
   – ดอง มี ๒ แบบ   คือ  ดองเกลือและดองน้ำปลา ดองเกลือต้มน้ำเกลือให้เดือดทิ้งไว้จนเย็น จากนั้นใส่สัตว์ที่ต้องการดอง ทิ้งไว้ ๓ – ๔ วัน จึงใช้ได้ อาจใส่ขิงทุบลงไปในน้ำเกลือด้วยเพื่อให้มีกลิ่นหอมและมีรสจัด สัตว์ที่ได้ใช้ดอง ได้แก่ ปูนาและกุ้ง
    – จี่    หมายถึง     การเผาหรือย่างสัตว์ให้สุก ใช้ได้กับสัตว์หลายชนิด เช่น หอย แมลง
    – คั่ว  หมายถึง     การนำสัตว์มาคั่วพอสุก ใส่เกลือเล็กน้อย บางทีจะลวกหรือนึ่งสัตว์ก่อนแล้วจึงนำไปคั่ว ใช้ได้กับแมลง และตัวอ่อนของแมลง สำหรับที่มีปีกแข็ง จะเด็ดปีกออกก่อนที่จะนำมาคั่ว
   – หลาม  หมายถึง การนำ กุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด มาล้างให้สะอาดคลุกกับตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอม กระเทียม พริก เกลือ น้ำปลา ต่าง ๆ เสร็จแล้วยัดเข้าในกระบอกไม้ไผ่จากนั้นจึงนำไปเผาไฟเพื่อให้สุก

ชนิดของสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร
 หอยกาบ, หอยจูบหรือหอยขม, หอยโข่ง, แมงดานา, จั๊กจั่น, แมงตับเต่า, แมงกะชอน, แมงอีเนี่ยว, แมงเม่า, แมงคาม, แมงกุดจี่, แมงกอก, แมงแคง , ต่อ, มดแดง, ปูนา, กุ้งฝอย

ที่มา http://www.culture.lru.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=16:2010-09-25-18-25-27&catid=8:2010-09-09-21-21-36&Itemid=18